ติวตั๋วทนาย กับ อ.เป้ สิททิกรณ์

SmartLawTutor.com เปิดรับสมัครคอร์สติวตั๋วทนาย สอนโดย อ.เป้ สิททิกรณ์ มีให้เลือกเรียน 2 แบบ คือ 1) เรียนตัวต่อตัว และ 2) เรียนรวมกลุ่มเล็ก คุณจะได้เรียนหลักการเขียนเอกสารที่ถูกต้องทั้งตามหลักกฎหมายและตามแนวทางปฏิบัติ  ฝึกทำโจทย์  ฝึกเขียนจริง ฝึกใช้แบบพิมพ์ศาล เนื้อหาครอบคลุมข้อสอบอัตนัยและปรนัย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน มีเอกสารการสอนพร้อมสถิติข้อสอบเก่า สนใจคลิ้กเลือกคอร์สด้านล่างเลยครับ

  • คอร์สที่เปิดสอน
    • ติวตั๋วทนาย ภาคทฤษฎี รุ่น 35 > คลิ้ก
    • ติวตั๋วทนาย ภาคปฏิบัติ รุ่น 34 > คลิ้ก
    • ติวตั๋วปี 2/2553 > คลิ้ก

*************************

Tags: , , , ,

บรรยายประสบการณ์วิชาชีพกฎหมาย

คลิปวิดิโอ อ.เป้ สิททิกรณ์ ศิริจังสกุล ได้รับเชิญให้ไปบรรยายประสบการณ์วิชาชีพกฎหมายให้กับ นักศึกษานิติศาสตร์ มรภ.พระนคร เนื่องในวันรพี 53 มีทั้งหมด 3 คลิป

คลิปที่ 1 : แนะนำตัว,แนะนำการศึกษาต่อหลังจบปริญญาตรี

คลิปที่ 2 : แนะนำประสบการณ์วิชาชีพทนายความ,ที่ปรึกษากฎหมาย,อาจารย์พิเศษ,ติวเตอร์,ทำเว็บไซท์กฎหมาย

คลิปที่ 3 : แนะนำการประกอบอาชีพติวเตอร์, หน้าที่ 5 ประการของติวเตอร์กฎหมาย SmartLawTutor.com

ตั๋วทนาย.com

ตั๋วทนาย.com เป็นเว็บกฎหมายเว็บที่ 3 ของ อ.เป้ สิททิกรณ์ ศิริจังกุล ถัดจากเว็บ Sittigorn.net และเว็บ SmartLawTutor.com ซึ่งออกเผยแพร่ในปี 2549 จนถึงปัจจุบัน

วัตถุประสงค์ของ ตั๋วทนาย.com คือ การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการสมัคร การอบรม และ การสอบ “ใบอนุญาตว่าความ” หรือ “ตั๋วทนาย” ของสภาทนายความซึ่งสามารถใช้ประกอบวิชาชีพทนายความ รวมทั้งเก็บอายุงานและเก็บคดีเพื่อใช้เป็นคุณสมบัติในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาและอัยการผู้ช่วย

นอกจากนี้ ตั๋วทนาย.com ยังมีบริการติวสอบตั๋วทนาย ทั้งตั๋วรุ่น ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และ ตั๋วปี โดยเรียนกับ อ.เป้ สิททิกรณ์ ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย มีประสบการณ์การสอนวิชาว่าความและศาลจำลอง และประกอบวิชาชีพทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย มีประสบการณ์ว่าความจริงทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา จึงสามารถสอนได้ทั้งหลักทฤษฎีในการเขียนที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายพร้อมกับให้คำแนะนำในการเขียนให้ถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติ โดยนักเรียนไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน การสอบตั๋วทนายจึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

ผู้จัดทำหวังว่า ข้อมูลในเว็บ ตั๋วทนาย.com จะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษากฎหมายที่สนใจสอบตั๋วทนายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย หากมีข้อบกพร่องหรือมีคำแนะนำรวมทั้งต้องการแบ่งปันข้อมูลใดๆ สามารถติดต่อได้ที่smartlawtutor@gmail.com โดยผู้จัดทำยินดีน้อมรับทุกประการครับ

สนใจคลิ้ก : http://www.ตั๋วทนาย.com

***************************************

Tags:

รวมเอกสารสอบตั๋วทนาย ภาคปฎิบัติ รุ่น 34

รวมเอกสาร ตั๋วทนาย ภาคปฎิบัติ รุ่น 34 โดยคุณ Na-KhonWan You’ll Never Walk Alone ณ www.thaijustice.com ดาว์นโหลด

Tags:

คำแนะนำ ที่ 1 เนติฯ ที่ 1 ผู้ช่วยผู้พิพากษา และที่ 1 อัยการผู้ช่วย

การเป็น “เนติบัณฑิต” อาจง่ายสำหรับบางคนและอาจยากสำหรับบางคน จะง่ายหรือยาก เป็นเรื่องของ เทคนิคในการเรียนรู้ ซึ่งการเป็นเนติบัณฑิตเองก็มีเทคนิคไปสู่ความสำเร็จเช่นกันกับอาชีพอื่นๆ จากประสบการณ์ความสำเร็จของเนติบัณฑิต 5 คน

เขาเหล่านั้นมีโอกาสมาเล่าถึงความสำเร็จให้ฟัง เริ่มจากเนติบัณฑิตสมัยที่ 52 วิวัฒน์ ว่องวิวัฒน์ไวทยะ ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาชั้นต้น ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

สอบเนติบัณฑิตสมัยของตัวเองได้ที่ 1 และยังสอบเป็นอัยการได้ที่ 1 อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ-พอสอบผู้พิพากษายังได้ที่ 1 อีก วิวัฒน์เล่าให้ฟังว่า

เริ่มแรกสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นคนไม่ใช่เด็กเรียน และไม่ใช่คนเก่ง “ตอนที่เรียนรามคำแหง ผมแทบไม่เคยเข้าชั้นเรียน อาศัยการที่เรามีใจรักที่จะเรียนกฎหมาย เพราะการเรียนกฎหมายให้ได้ดีต้องเริ่มที่มีใจรักก่อน จากนั้นก็เป็นเรื่องของการอ่านหนังสือ การเรียนในห้องเรียน ซึ่งการอ่านหนังสือนั้นต้องมีเทคนิค อย่าคิดว่ามาเรียนกฎหมายแล้วเรียนแบบให้ผ่านๆ ไป แบบนั้นไม่ถูกต้องและไม่ดีแน่ๆ…”

วิวัฒน์บอกว่า เมื่อมีใจรักจะเรียนกฎหมาย ซึ่งต้องรักจริงๆ รักในตัวบทกฎหมาย ไม่ใช่หลอกตัวเพื่อไปตามแฟชั่น ต้องคิดว่าตัวเองรักแล้วจริงๆ หรือยัง ถ้ายังไม่มากก็ต้องปลูกฝังให้เกิดความรัก พยายามมีความฝัน

“…วิธีเรียนของผมจะใช้การดูจากข้อสอบเก่าย้อนหลังไป 20 สมัย อ่านจากข้อสอบพวกนั้น ทั้งนี้ การดูข้อสอบเก่าเป็นเหมือนลายแทงในการดูหนังสือ และเป็นแนวทางในการเตรียมตัวสอบ ที่สำคัญเมื่ออ่านหนังสือ หรือเรียนกลับมาบ้านแล้ว ต้องทบทวนทันที ตามทฤษฎีหากปล่อยเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งวัน ความรู้หายไปทันที 50% และเมื่อผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ความรู้ก็จะหายไป 90%…”

วิวัฒน์บอก ดังนั้น เขาจึงใช้การทบทวนสิ่งที่เรียนมาทันทีที่กลับถึงบ้าน ซึ่งการทบทวนเช่นนั้นทำให้ความรู้และสามารถจดจำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไปอีก 2 สัปดาห์ และยิ่งทบทวนต่อไปอีกก็จะอยู่นานถึง 1 เดือน

“บางคนอ่านหนังสือแล้วง่วง ผมแนะนำว่าถ้าง่วงก็ให้นอนเลย เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ง่วงได้ นอนสัก 3 ชั่วโมงแล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ ซึ่งจะดีกว่า และอย่าลืมออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ไม่ใช่นั่งจ่อมอยู่กับหนังสือตลอดเวลา…”

บางคนอ่านแล้วไม่จำ-ทำอย่างไร?

วิวัฒน์บอกว่า การไม่จำเพราะไม่ใส่ใจ

“…การอ่านหนังสือเราต้องเอาใจใส่เข้าไปในตัวหนังสือด้วย มีสมาธิกับมัน ต้องเข้าถึงมัน อย่าไปคิดว่าอ่านไปเรื่อยๆ ให้จบแต่อ่านแล้วไม่รู้เรื่องก็ไม่ได้ผล”
การเรียนกฎหมายเรื่องของ “การอ่าน” เป็นเรื่องสำคัญ เป็นหัวใจของวิชานี้ก็ว่าได้ เพราะตัวบทกฎหมายนั้นต้องใช้วิธีการท่องจำอย่างมาก การท่องจำจึงต้องมีสมาธิและความเข้าใจ วิธีเรียนของคนแรกผ่านไป มาถึง

************************************

พัฒนาพร โกวพัฒนกิจ เนติบัณฑิตสมัยที่ 55 ปัจจุบันเป็นอาจารย์ระดับ 4 ภาควิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายธุรกิจ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พัฒนาพร เป็นอีกคนที่บอกว่าเป็นคนเรียนไม่เก่ง และไม่ค่อยมีสมาธิ แต่ที่ประสบความสำเร็จเพราะตนเองมีความเชื่อมั่นและความตั้งใจ

“เกิดมาไม่เคยสอบได้ที่ 1 มาก่อนเลย เพิ่งจะมาสอบได้ที่ 1 เนติบัณฑิตนี่แหละ เพราะที่ผ่านมาเคยคิดแต่ว่าเรียนพอให้ผ่านๆ ก็พอ”

หญิงสาวกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เธอบอกว่า เคยคิดว่าคนที่เข้ามาสอบเนติฯมีตั้ง 2-3 หมื่นคน แต่มีคนที่ตั้งใจมาสอบจริงๆ ไม่กี่คน และคิดว่าถ้าเราตั้งใจดี สิ่งที่ดีๆ ก็จะส่งผลถึงเรา

เหมือนกับที่เรียนช่วงแรกๆ ไม่ค่อยอะไรมาก พอต่อมาเราตั้งใจ เป็นความตั้งใจว่ายังไงเราต้องเรียนให้จบ พอเรามีความตั้งใจแล้ว เราก็ลงมือทำ และเมื่อทำไปแล้วเคยท้อถอยนะ…แต่ก็ต้องอดทน และเคยคิดว่าเราเป็นหุ่นยนต์จนไม่อยากเรียนไม่อยากทำอะไร แต่สักพักก็คิดได้ว่าถ้าทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จ คือคิดว่าต้องมีวินัยในตนเอง คืออดทน ขยัน และต้องมีความสม่ำเสมอ…แล้วมันก็ไม่ยาก”

เธอบอกว่า ถ้าคิดอย่างนี้แล้วเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้ และหากใครมีความขยัน เธอว่าความตั้งใจจะทำให้ความขยันตามมา สำหรับเทคนิคในการอ่านตำราของเธอนั้น เธอบอกว่าไม่ต่างจากคนอื่นมากนัก

“เทคนิค…ก็…ในเรื่องของการอ่าน เริ่มอ่านคำบรรยายเก่าๆ ก่อน เอาคำบรรยายเก่ามาศึกษา เพราะมีข้อดีตรงที่ทำให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่น เราสามารถอ่านได้จบก่อนคนอื่น อีกทั้งคอยพยายามติดตามคำบรรยายใหม่ที่ออกมาด้วย เพื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบ ในส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง จากนั้นจดบันทึกเอาไว้…

“…อ่านรอบแรกยังไม่ค่อยจำหรอกค่ะ เพราะจะเป็นแบบขอให้ได้อ่าน พอขึ้นรอบสองเริ่มจดบันทึก และจับใจความสำคัญในเรื่องที่อ่าน จากนั้นเขียนเป็นภาษาของตนเองที่เข้าใจ และที่สำคัญคือ ต้องไม่เครียด อีกอย่างเวลาที่ง่วงควรหาเพื่อนคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน และเทคนิคที่สำคัญสำหรับคนจะไปสอบเนติฯ คือ โค้งสุดท้ายก่อนสอบสองสัปดาห์ให้เอาข้อสอบเก่ามาอ่าน ไม่ต้องลนลานเวลาทำข้อสอบ ”

พัฒนาพรมีเทคนิคส่วนตัวที่ใครจะเอาแบบอย่างก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ คือ ตื่นนอน 6 โมงเช้าเพื่อไปทำบุญตักบาตรก่อนจะไปสอบ เพราะทำแบบนั้นแล้วใจสงบและสบายใจ

************************************

มาถึงเรื่องราวของเนติบัณฑิตสมัยที่ 57

กมลวรรณ ปริสัญโญดม ทนายความบริษัทสำนักงานกฎหมายเบญจมาอภัยวงศ์ จำกัด

เล่าว่า เป็นคนที่เรียนหนังสืออยู่ในระดับปานกลาง อีกทั้งเป็นคนสมาธิสั้น จึงเข้าเรียนทุกครั้ง เนื่องจากเวลาที่อาจารย์สอนนั้น จะทำให้ทราบว่าตรงไหนคือส่วนสำคัญ เพราะอาจารย์จะเน้นย้ำ และทำให้สามารถจดจำได้ ซึ่งแตกต่างกับที่มานั่งอ่านเอาเอง

“แต่ก่อนมีความเชื่อว่าการจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในการสอบเนติฯ จำเป็นต้องเรียนเก่งและต้องมีสมองเป็นเลิศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เลย อยู่ที่ความตั้งใจมากกว่า ตอนที่ยังเรียนอยู่จะพยายามเข้าเรียนทุกวันเรียนกับเพื่อน เป็นคนที่เข้าเรียนตลอดและสม่ำเสมอ ที่สำคัญในการเรียนคือ ฟังอาจารย์เสร็จ อ่านหนังสือแล้วต้องทำเป็นแบบสรุปของตัวเองออกมา เขียนเป็นภาษาของตัวเอง เพราะทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นและจำได้ และเวลาอ่านหนังสือจะจดบันทึกประโยคที่มีความสำคัญจริงๆ และลักษณะของการอ่านจะอ่านแบบสะสม”

กมลวรรณบอกว่า การเร่งอ่านหนังสือช่วงใกล้สอบไม่ใช่วิธีการของเธอ  “เพราะจะทำให้เหนื่อย และเกิดความล้าเกินไป แต่จะจัดแบ่งเวลาในการอ่านอย่างน้อยวิชาละ 1 วัน โดยเริ่มจากทบทวนคำบรรยายก่อน จากนั้นเอาข้อสอบเก่ามาอ่าน และดูว่า 20 ปีข้อสอบออกอะไรมาบ้าง สามารถที่จะตอบประเด็นไหนบ้าง และการทบทวนตัวบทกฎหมาย ต้องตีความไปทีละคำ เพื่อให้เกิดเข้าใจว่ามาตรานี้หมายความว่าอย่างไร ควรจำเฉพาะมาตราหลักๆ ที่สำคัญ และควรอ่านให้เกิดความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่การท่องจำ” กมลวรรณกล่าว

กมลวรรณแนะนำว่า เทคนิคการตอบข้อสอบในเรื่องของมาตราต่างๆ นั้น คือ ควรจำหลักสำคัญๆ ของมาตรานั้นๆ และตอบเฉพาะหลักสำคัญของมาตรานั้นที่ข้อสอบถาม “คือ เราต้องจำหลักสำคัญของมาตรานั้นๆ ที่เราเห็นว่าสำคัญ และเอาเฉพาะช่วงที่เป็นหลักสำคัญของมาตรานั้นๆ ที่ข้อสอบถามและตอบลงไป เพราะเวลากรรมการตรวจข้อสอบ เขาจะดูว่าเราเข้าใจมาตรานี้จริงๆ และเข้าใจว่าอย่างไร ต้องการสื่ออะไร  อ้อ…แล้วอย่าลืมก่อนวันสอบให้ไปสวดมนต์ไหว้พระ เพื่อทำสมาธิ และตื่นเช้าๆ”

************************************

เนติบัณฑิตสมัยที่ 58 ญาดา วรรณไพโรจน์ เจ้าหน้าที่ประจำองคมนตรี ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร

เล่าให้ฟังถึงการเป็นนักเรียนกฎหมาย ว่าความจริงเป็นคนไม่ขยันมากนัก แต่ชอบเข้าห้องเรียนตลอด เพราะการเข้าห้องเรียนช่วยทำให้มีแนวทางในการสอบ “การอ่านข้อสอบเก่า และการท่องตัวบทกฎหมาย ล้วนมีความสำคัญ แต่เราต้องวิเคราะห์อย่างคนมีสามัญสำนึกด้วยเช่นกัน อีกทั้งควรออกกำลังกาย กินอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะมีส่วนสำคัญทำให้เรามีสมาธิที่ดี”

เทคนิคของญาดา คือเข้าเรียนช่วง 3 สัปดาห์สุดท้าย เพราะอาจารย์จะเก็งข้อสอบก่อนสอบให้ จากนั้นตั้งใจท่องตัวบท และอ่านข้อสอบเก่า

เทคนิคการตอบข้อสอบคือ ตอบไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ ควรตอบให้รู้เรื่องว่าข้อสอบถามอะไร โดยตอบด้วยความเข้าใจ และมีเหตุมีผล

“อย่าลืมว่าเรื่องของสมาธิสำคัญที่สุด อย่าเครียดมาก อย่ากังวล และถ้าเป็นไปได้ให้สวดมนต์ก่อนเข้าสอบเพราะช่วยทำให้เรามีสมาธิดี หรือจะนั่งสมาธิ 30 นาทีก่อนสอบก็ได้ไม่ว่ากัน…”

************************************

มาถึงเรื่องราวของ ภวิศร์ เชาวลิตถวิล เนติบัณฑิตสมัยที่ 59

ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายบริษัท สมชาย คอนสตัคชั่น แอนด์ ดิวิลอปเม้นท์ จำกัด

เล่าว่าเวลาเรียนจะไม่เข้าเรียนทุกคาบ แต่ต้องมีวินัยในตนเอง คือจัดเวลาเรียน และจัดเวลาในการอ่านหนังสือด้วย ภวิศร์บอกว่า อาจารย์ในความคิดของตนมี 3 คน คือ

อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตนเอง คือต้องมีวินัยในตนเอง และอาจารย์เพื่อน เพราะเวลาที่ไม่เข้าใจสามารถปรึกษาหารือสอบถามเพื่อนได้ และเพื่อนยังสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน และยังช่วยให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

“ที่ขาดไม่ได้คือ เมื่ออ่านคำบรรยายเสร็จแล้ว จำเป็นต้องทบทวนเสมอ โดยเวลาอ่าน ควรอ่านหลายๆ รอบเพื่อทำให้สามารถจดจำได้ และควรจำเป็นเรื่องๆ พยายามจดบันทึกไว้ว่ามีมาตราอะไรที่สำคัญ พยายามจับใจความสำคัญของแต่ละเรื่องที่อ่าน และในบางเรื่องที่เราคิดว่าไม่สำคัญก็อ่านไปด้วย แต่เป็นการอ่านแบบผ่านๆ เพื่อนำไปใช้ในการตอบข้อสอบซึ่งสามารตอบลงไปได้ด้วย”

เทคนิคของภวิศร์มีว่า

เวลาอ่านประมวลกฎหมาย อย่าคิดว่าต้องท่องประมวลฯ เพราะจะทำให้ง่วง

“ที่เป็นเทคนิคส่วนตัว…คือเวลาดูหนังดูละคร หรือมีสถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น มักจะคิดตามไปด้วยว่าตามหลักของกฎหมายแล้ว ความน่าจะเป็นนั้นเป็นอย่างไร แล้วผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรออกมาในลักษณะไหน อย่างไร ถึงเรียกว่าถูกต้อง และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม”

แต่ละคนต่างมีมุมมองในการผ่านด่าน ที่กว่าจะออกมาเป็นนักกฎหมายเต็มตัวแตกต่างกันไป–แต่ที่ไม่แตกต่างกันเลย

คือ เรื่องของความรักและความตั้งใจจะมาเป็นนักกฎหมาย ทั้ง 5 คนต่างเชื่อว่าเนติบัณฑิตต้องมีคุณสมบัติความพร้อมทั้งกายและใจรัก มีความหนักแน่น มั่นใจในตัวเอง ที่สำคัญมีสามัญสำนึกในตนเอง

เพราะ สามัญสำนึก คือหัวใจของนักกฎหมาย เป็นสามัญสำนึกที่ ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นธรรม ต้องยึดมั่นในสิ่งนี้ให้ได้ “นักกฎหมาย” เปรียบเหมือนวิศวกรสังคม เพราะนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต้องมีนักกฎหมายเข้าไปขับเคลื่อน ฉะนั้นถ้าวิศวกรวางโครงสร้างอาคารบ้านเรือนไม่ดี อาคารบ้านเรือนก็พังลงมา เหมือนกับนักกฎหมายวางโครงสร้างสังคมไม่ดี ประเทศชาติก็พังได้ ทั้ง 5 คนฝากไว้ทิ้งท้าย ว่า เรียนกฎหมายนั้นง่ายที่สุดในโลก แต่การนำกฎหมายไปใช้นั้นก็ยากที่สุดในโลกเช่นกัน

ยศและลาภหาบไปไม่ได้แน่ เว้นเสียแต่ต้นทุนบุญกุศล
ทิ้งสมบัติมากหลายให้ปวงชน แม้ร่างตนเขายังเอาไปเผาไฟ
..เช่นนั้นเอง…

************************************

ที่มา : http://board.dserver.org/r/rw601/00001479.html

กำหนดการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ประจำปี พ.ศ. 2553 [สนามใหญ่]

กำหนดการสอบข้อเขียนในการสอบคัดเลือก เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ประจำปี  พ.ศ. 2553 (สนามใหญ่)

  • กำหนดการสอบข้อเขียนใน  วันเสาร์ที่ 28  สิงหาคม  2553  วันเสาร์ที่  4  กันยายน  และวันเสาร์ที่  11  กันยายน  2553
  • สถานที่สอบข้อเขียนจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

ที่มา : http://www.ojc.coj.go.th/news_view.php?id_news=67

ความรับผิดของหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด

ก่อนอื่นต้องขอ สุขสันต์วันสงกรานต์กับเพื่อนๆนักกฎหมายทุกท่าน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะไม่ดีนัก แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นโอกาสดีที่คนไทยต้องเรียนรู้และต้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ ไม่ว่าจะร้ายหรือดี มันก็เป็นความจริงที่คนไทยต้องร่วมกันเผชิญ

ก่อนหน้านี้ผมห่างหายจากการอัพเดทเว็บนี้ไปเสียนาน คงเป็นเพราะช่วงเดือนกุมภา-มีนาเป็นฤดูกาลสอบทั้งสอบปลายภาคของนักเรียนปริญญาตรี สอบตั๋วทนายทั้งภาคทฤษฎี รุ่น 34 ภาคปฏิบัติ รุ่น 33 สอบตั๋วปี 1/2553 แถมยังต้องพรีเซ็นท์รายงานในชั้นปริญญาโทอีก ก็หนักหน่วงกันไป  พอมีโอกาสหยุดช่วงสงกรานต์ก็เลยต้องรีบชิงเขียนบทความไว้สักเรื่องหนึ่ง จะได้ไม่กลายเป็นเว็บ “ร้าง” ไปเสียก่อน

ในคราวนี้ ผมจะอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดของหุ้นส่วนจำพวกจำกัดจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งมักถูกนำมาออกข้อสอบอยู่เสมอ หวังว่าบทความนี้จะพอเป็นประโยชน์แก่นักกฎหมายมือใหม่อยู่บ้างนะครับ

******************************

ห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นองค์กรธุรกิจประเภทหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงที่จะลงทุนร่วมกัน ประกอบกิจการร่วมกัน เพื่อแบ่งปันกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการ (ม.1012)

ในการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น นอกจากการตกลงทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องไปจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดอีกขั้นตอนหนึ่งด้วย และเมื่อจดทะเบียนจัดตั้งแล้ว ห้างฯจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน (ม.1015) โดยมีหุ้นส่วนผู้จัดการทำหน้าที่เป็นผู้แทนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัดจึงมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดในนามตนเองได้ เช่น สามารถทำสัญญาในนามของตนเอง สามารถเป็นคู่ความในคดีได้ เป็นต้น

ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีลักษณะพิเศษที่ต้องมีหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ 1.หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และ 2.หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด โดยผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะต้องรับผิดในหนี้ของห้างฯก็ต่อเมื่อห้างฯเลิกกิจการแล้วเท่านั้น  และมีความรับผิดในหนี้ของห้างฯอย่างจำกัดจำนวน  (ม.1095) ดังนั้น กฎหมายจึงจำกัดบทบาทในการประกอบกิจการของห้างฯของหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไว้ เช่น ลงหุ้นด้วยแรงงานไม่ได้ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ได้ สอดเข้าจดการงานของห้างฯไม่ได้ ให้ใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างฯไม่ได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอาจต้องรับในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดอย่างไม่จำกัดจำนวนเช่นเดียวกับหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้

1. หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด (ม.1,079)

กรณีที่ผู้เป็นส่วนได้ตกลงทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้ง  ในระหว่างนั้นกฎหมายให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดย่อมต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวนจนกว่าจะได้จดทะเบียนว่า หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน นั่นเอง ดังนั้น หากในช่วงเวลานี้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งไปก่อหนี้เพื่อนำมาใช้ในกิจการของห้างฯ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่ว่าจะเป็น หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด รวมทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นในภายหลังจะต้องร่วมกันรับผิดในหนี้นั้นโดยไม่จำกัดจำนวน

ตัวอย่าง  นายหนึ่งตกลงตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดกับนายสอง โดยตกลงกันให้นายหนึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนนายสองเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด  ก่อนจดทะเบียน นายหนึ่งไปกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาใช้ลงทุนในกิจการของห้างฯ หลังจากนั้นจึงไปจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น ต่อมาห้างฯผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ ธนาคารมีสิทธิเรียกให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด นายหนึ่งผู้เป็นหุ้นว่วนไม่จำกัดความรับผิด และนายสองหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดร่วมกันรับผิดชดใช้เงินกู้แก่ตนได้

2. หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดยินยอมให้ใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างฯ (ม.1,082)

กรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดยินยอมให้ชื่อของตนระคนปะปนเป็นชื่อห้างฯ กฎหมายกำหนดให้หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดคนนั้นร่วมกันรับผิดในหนี้ของห้างฯโดยไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้เพราะอาจทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจผิดได้

ตัวอย่าง นายไก่ตกลงตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดกับนายไข่ โดยตกลงกันให้นายไก่เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนนายไข่เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด และจดทะเบียนตั้งชื่อห้างฯว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัดไก่ไข่” มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าขายเนื้อไก่และไข่ไก่ หากต่อมานายไก่ไปทำสัญญาซื้อกู้ยืมเงินกับธนาคารในนามของห้างฯเพื่อนำลงมาทุนในกิจการของห้างฯ และผิดนัดชำระหนี้นายไข่ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดต้องร่วมกับ ห้างหุ้นส่วนจำกัดไก่ไข่ และ นายไก่ รับผิดในหนี้เงินกู้ต่อธนาคาร โดยไม่จำกัดจำนวน

3. หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปจัดการงานของห้างฯ (ม.1,088)

กฎหมายห้ามผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปจัดการงานของห้างฯ หากหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดฝ่าฝืน เช่น ทำสัญญาในนามของห้างฯ ชำระหนี้ในนามของห้างฯ หรือ ฟ้องร้อง/ต่อสู้คดีในนามของห้างฯ หุ้นสว่นจำกัดความรับผิดที่สอดต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ของห้างฯโดยไม่จำกัดจำนวน

ตัวอย่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอบี มีนายเอเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนนายบีเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด หากนายบีไปทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารเพื่อนำมาใช้ในกิจการของห้างฯและห้างฯยอมรับเอาเงินนั้นมาใช้ และต่อมาห้างฯผิดนัดชำระหนี้ นายบีผู้เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และนายเอผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องร่วมกันรับผิดในหนี้เงินกู้ต่อธนาคารโดยไม่จำกัดจำนวน

**************************************

บุตรที่บิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร กับ บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว

บุตรที่บิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร กับ บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว

โดย อ.สิททิกรณ์  ศิริจังสกุล

จากประสบการณ์ที่ผมเคยสอนวิชากฎหมายครอบครัว มรดก และ ละเมิด นักศึกษามักจะมีความสับสนระหว่าง “บุตรที่บิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร” ตามป.พ.พ. มาตรา 1547 กับ“บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว” ตามป.พ.พ. มาตรา 1627 อยู่เสมอ ทำให้นักศึกษาวินิจฉัยข้อกฎหมายผิดไป  ทั้งๆที่เป็นบุตรคนละประเภทและมีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ ทั้งความหมาย วิธีการรับรอง สถานะทางกฎหมาย และสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ อ่านต่อ…

Tags: , ,

กำหนดการสอบผู้ผ่านการฝึกหัดงานในสำนักงานฯ ครั้งที่ 1/2553

> ลงทะเบียนสอบ  :  วันที่ 24 – 31 มีนาคม,1 – 7 เมษายน 2553 เวลา 08.30 - 16.00 น.(เว้นวันหยุดราชการ)

> เอกสารประกอบการลงทะเบียนสอบ

  • กรณียังไม่เคยสอบ
    1.ใบรับรองการฝึกหัดงานครบ 1 ปี
    2.รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
    3.ค่าธรรมเนียมการสอบ 1,000.- บาท
    4.ใบนัดการฝึกหัดงาน
  • กรณีเคยสอบแล้ว
    1.บัตรสอบครั้งล่าสุด
    2.รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
    3.ค่าธรรมเนียมการสอบ 1,000.- บาท

> วันสอบข้อเขียน  :  วันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2553 เวลา 13.00 – 17.00 น.

> สถานที่สอบ :  อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

> วันประกาศผลสอบข้อเขียน    วันที่ 6 พฤษภาคม 2553

> วันสอบปากเปล่า                  – พฤษภาคม 2553

> วันอบรมจริยธรรม/พิธีมอบประกาศนียบัตร - มิถุนายน 2553

ลงประกาศ เมื่อวันที่ : 8/2/201

ที่มา : http://www.lawyerscouncil.or.th/ProjectLaw/news_detail.php?news_id=224

ถามเรื่องการเรียนที่ม.รามฯ

มีสมาชิกสอบถามผมมาว่า "การเข้าเรียนที่ ม.ราม ปี 1 ในส่วนกลาง จะต้องเรียนที่ไหน ที่ราม 1 หรือ ราม 2 ครับ"
ผมขอตอบว่า จะไปเรียนที่ ราม 1 (บางกะปิ) หรือ ราม 2 (บางนา) ขึ้นอยู่กับวิชาที่คุณลงทะเบียนครับ
ถ้าเป็นวิชาที่เขาจัดบรรยายที่ราม 1 ก็ต้องไปเรียนที่ราม 1 ถ้าเป็นวิชาที่เขาบรรยายที่ราม 2 ก็ต้องไปเรียนที่ราม 2
สำหรับวิชาของปี 1 หรือ วิชาพื้นฐาน ส่วนมากจะบรรยายที่ราม 2 ครับ คุณก็ต้องไปเรียนที่ราม 2 เป็นส่วนมาก
แต่ทั้งนี้ก็อาจจะมีบางวิชาที่มีการบรรยายที่ราม 1 ด้วยเช่นกัน ลองตรวจสอบในหนังสือของม.ราม เขาจะมีบอกว่าเรียนที่ไหน
น่าจะได้คำตอบครบถ้วนนะครับ
มีคำถามอะไรเกี่ยวกับการเรียน นิติศาสตร์ ทีม.ราม โพสต์เป็นความเห็นไว้ได้เลยครับ
Tags:

สัญชาติ: สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

สัญชาติ: สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์*

มนุษย์จะมีสิทธิและหน้าที่ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคล[๑] สิทธิ คือประโยชน์ที่ได้รับการคุ้มครองและรับรองโดยกฎหมาย หรือหมายถึงประโยชน์อันบุคคลมีอยู่และบุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องเคารพ[๒] จึงกล่าวได้ว่าสภาพบุคคลทำให้มนุษย์มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆตามกฎหมาย เมื่อมนุษย์เราเกิดมามีสภาพบุคคลแล้วต้องมีชื่อตัว ชื่อสกุล ภูมิลำเนา และสัญชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีกฎหมายให้การรับรองและคุ้มครองไว้ เช่น ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ.๒๕๐๕ มาตรา ๕ บัญญัติว่า “ผู้มีสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุลและจะมีชื่อรองก็ได้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗ บัญญัติว่า “ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ” และตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘  มาตรา ๗[๓] ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็น

คนไทยย่อมได้สัญชาติไทย เป็นต้น

สัญชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง หมายถึง  ความผูกพันทาง

กฎหมายที่รัฐใช้เพื่อผูกพันบุคคลเข้าไว้กับรัฐหรือเข้ามาสังกัดอยู่ภายในรัฐ[๔] รัฐมีอำนาจอธิปไตยจึง

สามารถออกกฎหมายกำหนดการได้มาหรือเสียไปซึ่งสัญชาติของบุคคล รัฐเป็นผู้เลือกที่จะให้หรือจะไม่ให้บุคคลใดเข้ามามีความผูกพันกับรัฐ เมื่อรัฐให้สัญชาติกับบุคคลใด บุคคลนั้นมีสิทธิที่จะเข้าอยู่อาศัยหรือพำนักอยู่ในดินแดนของรัฐที่ตนมีสัญชาติ และรัฐมีหน้าที่ต้องอนุญาตให้คนชาติตนพำนักอาศัยในดินแดนของตน รัฐไม่อาจขับไล่หรือเนรเทศคนชาติตนได้ เพราะเป็นการบังคับให้คนชาติอื่นยอมรับคนต่างด้าวให้อยู่ในรัฐอื่นซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่ว่ารัฐมีสิทธิที่จะปฏิเสธคนต่างด้าวมิให้เข้ามาพำนักในดินแดนของตน[๕] สัญชาติจึงเป็นเครื่องมือแบ่งสรรคนให้ผูกพันกับรัฐ เมื่อมีสัญชาติของรัฐใดจึงเป็นคนของรัฐนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นคนต่างด้าวในสายตาของรัฐอื่น หากบุคคลใดไม่สังกัดอยู่ในรัฐใดรัฐหนึ่ง ก็กลายเป็นคนไร้สัญชาติ[๖]

รัฐทุกรัฐมีความเสมอภาคกันและเท่าเทียมกัน เมื่อคนสัญชาติรัฐหนึ่งได้รับความ

เสียหายจากการกระทำของรัฐอื่นหรือคนสัญชาติรัฐอื่น(คนต่างด้าว) ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม

กฎหมายภายในรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศ   ประกอบกับสัญชาติเป็นความผูกพันของบุคคลที่มีต่อรัฐ ด้วยเหตุนี้เกือบทุกประเทศจะถือเกณฑ์การได้สัญชาติโดยการเกิด  เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งที่รัฐจะนำมาพิจารณาให้สัญชาติหรือจะไม่ให้สัญชาติกับบุคคลใด คือ บุคคลนั้นต้องมีความผูกพัน

ใกล้ชิดกับรัฐนั้นๆ เช่น ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะผูกพันบุคคลเข้ากับรัฐที่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เพื่อให้บุคคลมีความจงรักภักดี และพร้อมจะปกป้องพิทักษ์ผลประโยชน์ร่วมกันของรัฐ[๗] เมื่อบุคคลมีสัญชาติของรัฐใด บุคคลนั้นย่อมมีความผูกพันต่อรัฐ มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐนั้น ขณะเดียวกันรัฐก็มีหน้าที่ต้องปกป้องคนชาติของตน (ปกป้องบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐ) นอกจากนี้สัญชาติยังกำหนดหน้าที่แบ่งสรรบุคคลว่าสังกัดอยู่รัฐใด และรัฐใดเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐเหนือบุคคลนั้นอีกด้วย

มนุษย์เราต้องมีสัญชาติหรือไม่ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อเริ่มสภาพบุคคลทำให้มนุษย์เรามีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และสัญชาติเป็นเครื่องมือในการผูกมัดบุคคลให้เข้ามาเป็นสมาชิกหรือเป็นคนชาติซึ่งจะมีทั้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ สัญชาติจึงเป็นตัวกำหนดสถานะของบุคคลว่าเป็นสมาชิกของรัฐใด หากบุคคลใดไม่มีสัญชาติบุคคลนั้นจะตกเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติทำให้สิทธิและหน้าที่ของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติไม่เท่าเทียมกับบุคคลที่มีรัฐมีสัญชาติ การปฏิบัติของรัฐต่อบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติย่อมแตกต่างกับการปฏิบัติต่อบุคคลที่สังกัดรัฐ เช่น คนไร้รัฐ คนไร้สัญชาติ หรือคนต่างด้าว จะไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับจากรัฐ  ไม่มีสิทธิทำบัตรประจำตัวประชาชน ไม่มีสิทธิถือครองที่ดินเหมือนกับคนในรัฐชาติ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม ความไม่เสมอภาค และเลือกปฏิบัติจากรัฐ ทั้งที่คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติหรือคนต่างด้าว ก็เป็นมนุษย์เป็นสมาชิกในโลกใบนี้เหมือนกัน ตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ระบุว่าสิทธิในเรื่องสัญชาติเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยทั่วไป[๘] บุคคลมีสิทธิในการถือสัญชาติ การถอนสัญชาติโดยพลการหรือการปฏิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติของบุคคลใดนั้นจะกระทำมิได้[๙] นอกจากนี้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง(พลเมือง)และทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ยังได้รับรองสิทธิในการมีสัญชาติของเด็กไว้ว่า “เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ”[๑๐] จึงกล่าวได้ว่าเมื่อคนเราเกิดมามีสภาพบุคคลย่อมสิทธิจะได้รับสัญชาติจากรัฐ การปฏิเสธไม่ให้สัญชาติแก่บุคคลเท่ากับเป็นการปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ส่วนคนเราต้องมีสัญชาติหรือไม่ถือเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล

เมื่อสัญชาติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่รัฐพึงให้สัญชาติแก่บุคคล  เหตุใดจึงยังมี

ปัญหาเรื่องคนไร้รัฐ  ทั้งนี้สืบเนื่องจากสัญชาติเป็นเขตภายในอำนาจของรัฐ ดังนั้น รัฐจึงมีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับหลักการได้มาหรือเสียไปซึ่งสัญชาติ โดยรัฐอื่นจะเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ ถือว่าเป็นหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ หลักกฎหมายนี้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรของ Convention on Certain Questions relating to the conflict of Nationality Laws ๑๙๓๐ ซึ่งระบุว่ารัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าบุคคลใดเป็นคนของชาติตนโดยออกเป็นกฎหมายภายในซึ่งรัฐอื่นต้องยอมรับเท่าที่

ไม่ขัดกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ[๑๑]

สำหรับประเทศไทยถือหลักการให้สัญชาติไทยเป็น ๒ ประเภท ตามพระราชบัญญัติ

สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ คือ[๑๒]

. การได้สัญชาติไทยโดยการเกิด แบ่งเป็น ๒ กรณี คือ

๑.๑ หลักดินแดน บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยไม่ต้อง

คำนึงว่าบิดามารดามีสัญชาติใด

๑.๒ หลักสายโลหิต บุคคลที่เกิดแต่บิดาหรือมารดามีสัญชาติไทย ย่อมได้สัญชาติไทย

๒. การได้สัญชาติไทยหลังการเกิด แบ่งเป็น ๓ กรณี คือ

๒.๑ การสมรส

๒.๒ การแปลงสัญชาติ

๒.๓ การขอคืนสัญชาติ

การได้มาหรือเสียไปซึ่งสัญชาติเป็นเรื่องกฎหมายภายในรัฐ รัฐอื่นไม่อาจแทรกแซงได้ แต่ถ้ากฎหมายภายในรัฐแต่ละรัฐแตกต่างกัน กล่าวคือ กฎหมายสัญชาติของแต่ละประเทศ มีหลักเกณฑ์การได้มาหรือเสียไปซึ่งสัญชาติต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดปัญหาการได้สัญชาติหลายสัญชาติและการไร้สัญชาติ เช่น บางรัฐให้สัญชาติแก่บุคคลเฉพาะตามหลักสายโลหิตเท่านั้น ถ้าบุคคลเกิดมาโดยไม่ปรากฏบิดาหรือมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายก็จะกลายเป็นคนไร้สัญชาติ หรือกฎหมายสัญชาติบางประเทศให้สัญชาติโดยถือหลักดินแดนและหลักสายโลหิต    หากบุคคลที่เกิดจากบิดาหรือมารดาเข้าเมืองโดยมิชอบด้วย

กฎหมาย ก็อาจทำให้มีหลายสัญชาติได้เพราะอาจได้สัญชาติตามหลักสายโลหิตหรือได้สัญชาติตามหลักดินแดน จึงอาจกล่าวได้ว่าการไร้สัญชาติหรือการมีมากกว่าหนึ่งสัญชาติเกิดจากกฎหมายสัญชาติของแต่ละประเทศแตกต่างกันหรือเหมือนกันและโดยมากมักบัญญัติกฎหมายไปในทางไม่ให้สัญชาติแก่บุคคลบางประเภทขณะเกิดและบุคคลนั้นๆก็ไม่อาจได้สัญชาติจากรัฐอื่นได้ จึงต้องตกเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

การไร้รัฐไร้สัญชาติก่อให้เกิดผลเสียต่อบุคคลไร้สัญชาติและไม่เป็นสิ่งปรารถนาของรัฐต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถแบ่งสรรบุคคลได้ชัดเจนว่าสังกัดรัฐใด และการใช้อำนาจรัฐเหนือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติใดเลยก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการคุ้มครองทางการฑูตด้วย แนวทางแก้ไขปัญหาบุคคลหลายสัญชาติและบุคคลไร้สัญชาติ จึงต้องอาศัยสนธิสัญญาว่าด้วยการขัดกันทางกฎหมายสัญชาติ Convention on Certain Questions Relating to the Conflict of Nationality Laws ๑๙๓๐

หลักการสำคัญในการแก้ไขเรื่องคนไร้สัญชาติ คือ การหาความผูกพันของบุคคลกับรัฐ ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยสัญชาติเสมอไป แต่อาจนำเรื่องภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่มาใช้ผูกความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับรัฐได้   อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการลดการไร้สัญชาติ[๑๓] (United Nations Convention on the Reduction of Statelessness ๔ December ๑๙๕๔) มีหลักการสำคัญในการลดปัญหาการไร้สัญชาติที่สำคัญ คือ

๑.รัฐต้องให้สัญชาติแก่บุคคลที่เกิดในดินแดนของตนโดยใช้หลักดินแดนขณะเกิดหรือภายหลัง โดยใช้ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่

๒. ถ้าบุคคลเกิดบนเรือหรืออากาศยานให้ถือว่าเกิดในดินแดนของรัฐที่เรือชักธงหรือ

อากาศยานจดทะเบียน

๓.รัฐต้องให้สัญชาติโดยหลักสายโลหิตทางฝ่ายบิดาหรือมารดา แม้มิได้เกิดในดินแดนของรัฐนั้น

๔.กฎหมายภายในรัฐที่บัญญัติเรื่องการเสียสัญชาติเนื่องจากการเปลี่ยนสถานะของบุคคลการเสียสัญชาติต้องมีเงื่อนไขว่าจะเสียสัญชาติเมื่อได้สัญชาติอื่นแล้ว

๕. การสละสัญชาติมีผลต่อเมื่อได้รับสัญชาติอื่นก่อน

๖. การถอนสัญชาติต้องไม่ทำให้บุคคลเป็นคนไร้สัญชาติเว้นแต่เพื่อความมั่นคง

๗.การเปลี่ยนแปลงอธิปไตยเหนือดินแดน รัฐคู่ภาคีต้องมีบทบัญญัติป้องกันมิให้

บุคคลในดินแดนนั้นเป็นคนไร้สัญชาติ

การแก้ไขปัญหาการไร้สัญชาติกระทำได้โดยรัฐตกลงยอมรับหลักการของอนุสนธิ

สัญญาว่าด้วยการลดการไร้สัญชาติบางอย่างและบรรจุไว้ในกฎหมายภายในของตนเพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน

สถานะของคนไร้สัญชาติตามอนุสนธิสัญญาว่าด้วยการลดการไร้สัญชาติมีหลักการ

สำคัญ คือ [๑๔]

๑. คนไร้สัญชาติมีหน้าที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย  มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยในดินแดนของรัฐที่ตนปรากฏอยู่

๒. รัฐต้องไม่ถือความแตกต่างของเชื้อชาติ ศาสนา หรือประเทศที่บุคคลถือกำเนิด

มากีดกัน

๓. รัฐต้องปฏิบัติต่อคนไร้สัญชาติไม่น้อยกว่าการปฏิบัติต่อคนชาติตนด้านเสรีภาพทาง

ศาสนา

๔.สถานภาพทางกฎหมายของคนไร้สัญชาติผูกติดกับรัฐที่ตนมีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่

๕. คนไร้สัญชาติมีสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ ศิลปะ ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่น้อยกว่าการคุ้มครองที่ให้ต่อคนในชาติ

๖. คนไร้สัญชาติมีสิทธิดำเนินคดีในศาลของประเทศที่เป็นภาคีทุกประเทศ

๗. คนไร้สัญชาติมีสิทธิได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าคนต่างด้าวในเงื่อนไขและสภาพอย่าง

เดียวกัน

กล่าวโดยสรุป สัญชาติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่รัฐพึงให้แก่บุคคลเพื่อ

ผูกพันบุคคลให้เข้ามาสังกัดอยู่กับรัฐ ความผูกพันทางสายโลหิต หลักดินแดน และความผูกพันทางภูมิลำเนา ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี เป็นสิ่งที่รัฐอาจนำมากำหนดเพื่อให้สัญชาติแก่บุคคลตามกฎหมายสัญชาติของแต่ละรัฐ การที่รัฐมีอำนาจอธิปไตยจึงมีอำนาจที่จะให้สัญชาติหรือไม่ให้สัญชาติกับบุคคลใดก็ได้ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ ทำให้เกิดปัญหาคนไร้รัฐหรือคนสองสัญชาติ อันเป็นผลมาจากความเหมือนหรือแตกต่างกันของกฎหมายสัญชาติของแต่ละรัฐ ทำให้เกิดปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติหรือความไม่เสมอภาคที่รัฐปฏิบัติต่อบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายกับคนสองสัญชาติหรือหลายสัญชาติ อย่างไรก็ตาม การรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งรัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดที่รัฐสามารถนำมาปฏิเสธการให้สัญชาติแก่บุคคล แม้สัญชาติจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่บุคคลพึงได้รับจากรัฐ แต่ก็เป็นสิทธิของบุคคลที่จะเลือกสังกัดรัฐหรือไม่สังกัดรัฐ แม้จะเป็นบุคคลไร้รัฐก็ยังได้รับการปฏิบัติจากรัฐต่างๆ เทียบเท่ากับคนต่างด้าว ซึ่งแม้คนมีสัญชาติก็ถูกรัฐอื่นปฏิบัติในฐานะเป็นคนต่างด้าวเช่นกัน



* โดย นายชำนาญวิทย์  เตรัตน์ (นบ.,นม.,นบท.,รม.) นิติกร ๘ ว สำนักกฎหมาย สป.

ช่วยราชการสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย

[๑] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๑๕ สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย

ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก

[๒] คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔/๒๔๘๗

[๓] พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕

มาตรา ๗ บุคคลดังต่อไปนี้ ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง

[๔] ชุมพร ปัจจุสานนท์, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เล่ม ,(กรุงเทพฯ:

วิญญูชน, ๒๕๔๖),หน้า ๒๐.

[๕] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๑

[๖]คนไร้สัญชาติ หมายถึง บุคคลซึ่งไม่อาจนับได้ว่าเป็นคนชาติของรัฐใดภายใต้บังคับของกฎหมายของรัฐนั้นๆ

[๗] ชุมพร ปัจจุสานนท์,กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เล่ม ๑, หน้า ๓๑.

[๘] สมพงษ์ ชูมาก, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬา-

ลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๔๘),หน้า ๒๐–๒๑.

[๙] นพนิธิ สุริยะ, สิทธิมนุษยชน, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๓๗), หน้า ๑๒๕.

[๑๐] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๗๓.

[๑๑] ชุมพร ปัจจุสานนท์, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เล่ม ๑,หน้า ๒๔.

[๑๒] สุพจน์ กู้มานะชัย, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๖), หน้า ๔๐–๔๑.

[๑๓] ชุมพร ปัจจุสานนท์, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เล่ม ๑, หน้า ๓๙–๔๑.

[๑๔] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๒.

Tags: ,