สัญชาติ: สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

สัญชาติ: สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์*

มนุษย์จะมีสิทธิและหน้าที่ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคล[๑] สิทธิ คือประโยชน์ที่ได้รับการคุ้มครองและรับรองโดยกฎหมาย หรือหมายถึงประโยชน์อันบุคคลมีอยู่และบุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องเคารพ[๒] จึงกล่าวได้ว่าสภาพบุคคลทำให้มนุษย์มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆตามกฎหมาย เมื่อมนุษย์เราเกิดมามีสภาพบุคคลแล้วต้องมีชื่อตัว ชื่อสกุล ภูมิลำเนา และสัญชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีกฎหมายให้การรับรองและคุ้มครองไว้ เช่น ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ.๒๕๐๕ มาตรา ๕ บัญญัติว่า “ผู้มีสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุลและจะมีชื่อรองก็ได้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗ บัญญัติว่า “ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ” และตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘  มาตรา ๗[๓] ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็น

คนไทยย่อมได้สัญชาติไทย เป็นต้น

สัญชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง หมายถึง  ความผูกพันทาง

กฎหมายที่รัฐใช้เพื่อผูกพันบุคคลเข้าไว้กับรัฐหรือเข้ามาสังกัดอยู่ภายในรัฐ[๔] รัฐมีอำนาจอธิปไตยจึง

สามารถออกกฎหมายกำหนดการได้มาหรือเสียไปซึ่งสัญชาติของบุคคล รัฐเป็นผู้เลือกที่จะให้หรือจะไม่ให้บุคคลใดเข้ามามีความผูกพันกับรัฐ เมื่อรัฐให้สัญชาติกับบุคคลใด บุคคลนั้นมีสิทธิที่จะเข้าอยู่อาศัยหรือพำนักอยู่ในดินแดนของรัฐที่ตนมีสัญชาติ และรัฐมีหน้าที่ต้องอนุญาตให้คนชาติตนพำนักอาศัยในดินแดนของตน รัฐไม่อาจขับไล่หรือเนรเทศคนชาติตนได้ เพราะเป็นการบังคับให้คนชาติอื่นยอมรับคนต่างด้าวให้อยู่ในรัฐอื่นซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่ว่ารัฐมีสิทธิที่จะปฏิเสธคนต่างด้าวมิให้เข้ามาพำนักในดินแดนของตน[๕] สัญชาติจึงเป็นเครื่องมือแบ่งสรรคนให้ผูกพันกับรัฐ เมื่อมีสัญชาติของรัฐใดจึงเป็นคนของรัฐนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นคนต่างด้าวในสายตาของรัฐอื่น หากบุคคลใดไม่สังกัดอยู่ในรัฐใดรัฐหนึ่ง ก็กลายเป็นคนไร้สัญชาติ[๖]

รัฐทุกรัฐมีความเสมอภาคกันและเท่าเทียมกัน เมื่อคนสัญชาติรัฐหนึ่งได้รับความ

เสียหายจากการกระทำของรัฐอื่นหรือคนสัญชาติรัฐอื่น(คนต่างด้าว) ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม

กฎหมายภายในรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศ   ประกอบกับสัญชาติเป็นความผูกพันของบุคคลที่มีต่อรัฐ ด้วยเหตุนี้เกือบทุกประเทศจะถือเกณฑ์การได้สัญชาติโดยการเกิด  เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งที่รัฐจะนำมาพิจารณาให้สัญชาติหรือจะไม่ให้สัญชาติกับบุคคลใด คือ บุคคลนั้นต้องมีความผูกพัน

ใกล้ชิดกับรัฐนั้นๆ เช่น ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะผูกพันบุคคลเข้ากับรัฐที่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เพื่อให้บุคคลมีความจงรักภักดี และพร้อมจะปกป้องพิทักษ์ผลประโยชน์ร่วมกันของรัฐ[๗] เมื่อบุคคลมีสัญชาติของรัฐใด บุคคลนั้นย่อมมีความผูกพันต่อรัฐ มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐนั้น ขณะเดียวกันรัฐก็มีหน้าที่ต้องปกป้องคนชาติของตน (ปกป้องบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐ) นอกจากนี้สัญชาติยังกำหนดหน้าที่แบ่งสรรบุคคลว่าสังกัดอยู่รัฐใด และรัฐใดเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐเหนือบุคคลนั้นอีกด้วย

มนุษย์เราต้องมีสัญชาติหรือไม่ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อเริ่มสภาพบุคคลทำให้มนุษย์เรามีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และสัญชาติเป็นเครื่องมือในการผูกมัดบุคคลให้เข้ามาเป็นสมาชิกหรือเป็นคนชาติซึ่งจะมีทั้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ สัญชาติจึงเป็นตัวกำหนดสถานะของบุคคลว่าเป็นสมาชิกของรัฐใด หากบุคคลใดไม่มีสัญชาติบุคคลนั้นจะตกเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติทำให้สิทธิและหน้าที่ของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติไม่เท่าเทียมกับบุคคลที่มีรัฐมีสัญชาติ การปฏิบัติของรัฐต่อบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติย่อมแตกต่างกับการปฏิบัติต่อบุคคลที่สังกัดรัฐ เช่น คนไร้รัฐ คนไร้สัญชาติ หรือคนต่างด้าว จะไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับจากรัฐ  ไม่มีสิทธิทำบัตรประจำตัวประชาชน ไม่มีสิทธิถือครองที่ดินเหมือนกับคนในรัฐชาติ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม ความไม่เสมอภาค และเลือกปฏิบัติจากรัฐ ทั้งที่คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติหรือคนต่างด้าว ก็เป็นมนุษย์เป็นสมาชิกในโลกใบนี้เหมือนกัน ตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ระบุว่าสิทธิในเรื่องสัญชาติเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยทั่วไป[๘] บุคคลมีสิทธิในการถือสัญชาติ การถอนสัญชาติโดยพลการหรือการปฏิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติของบุคคลใดนั้นจะกระทำมิได้[๙] นอกจากนี้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง(พลเมือง)และทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ยังได้รับรองสิทธิในการมีสัญชาติของเด็กไว้ว่า “เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ”[๑๐] จึงกล่าวได้ว่าเมื่อคนเราเกิดมามีสภาพบุคคลย่อมสิทธิจะได้รับสัญชาติจากรัฐ การปฏิเสธไม่ให้สัญชาติแก่บุคคลเท่ากับเป็นการปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ส่วนคนเราต้องมีสัญชาติหรือไม่ถือเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล

เมื่อสัญชาติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่รัฐพึงให้สัญชาติแก่บุคคล  เหตุใดจึงยังมี

ปัญหาเรื่องคนไร้รัฐ  ทั้งนี้สืบเนื่องจากสัญชาติเป็นเขตภายในอำนาจของรัฐ ดังนั้น รัฐจึงมีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับหลักการได้มาหรือเสียไปซึ่งสัญชาติ โดยรัฐอื่นจะเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ ถือว่าเป็นหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ หลักกฎหมายนี้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรของ Convention on Certain Questions relating to the conflict of Nationality Laws ๑๙๓๐ ซึ่งระบุว่ารัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าบุคคลใดเป็นคนของชาติตนโดยออกเป็นกฎหมายภายในซึ่งรัฐอื่นต้องยอมรับเท่าที่

ไม่ขัดกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ[๑๑]

สำหรับประเทศไทยถือหลักการให้สัญชาติไทยเป็น ๒ ประเภท ตามพระราชบัญญัติ

สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ คือ[๑๒]

. การได้สัญชาติไทยโดยการเกิด แบ่งเป็น ๒ กรณี คือ

๑.๑ หลักดินแดน บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยไม่ต้อง

คำนึงว่าบิดามารดามีสัญชาติใด

๑.๒ หลักสายโลหิต บุคคลที่เกิดแต่บิดาหรือมารดามีสัญชาติไทย ย่อมได้สัญชาติไทย

๒. การได้สัญชาติไทยหลังการเกิด แบ่งเป็น ๓ กรณี คือ

๒.๑ การสมรส

๒.๒ การแปลงสัญชาติ

๒.๓ การขอคืนสัญชาติ

การได้มาหรือเสียไปซึ่งสัญชาติเป็นเรื่องกฎหมายภายในรัฐ รัฐอื่นไม่อาจแทรกแซงได้ แต่ถ้ากฎหมายภายในรัฐแต่ละรัฐแตกต่างกัน กล่าวคือ กฎหมายสัญชาติของแต่ละประเทศ มีหลักเกณฑ์การได้มาหรือเสียไปซึ่งสัญชาติต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดปัญหาการได้สัญชาติหลายสัญชาติและการไร้สัญชาติ เช่น บางรัฐให้สัญชาติแก่บุคคลเฉพาะตามหลักสายโลหิตเท่านั้น ถ้าบุคคลเกิดมาโดยไม่ปรากฏบิดาหรือมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายก็จะกลายเป็นคนไร้สัญชาติ หรือกฎหมายสัญชาติบางประเทศให้สัญชาติโดยถือหลักดินแดนและหลักสายโลหิต    หากบุคคลที่เกิดจากบิดาหรือมารดาเข้าเมืองโดยมิชอบด้วย

กฎหมาย ก็อาจทำให้มีหลายสัญชาติได้เพราะอาจได้สัญชาติตามหลักสายโลหิตหรือได้สัญชาติตามหลักดินแดน จึงอาจกล่าวได้ว่าการไร้สัญชาติหรือการมีมากกว่าหนึ่งสัญชาติเกิดจากกฎหมายสัญชาติของแต่ละประเทศแตกต่างกันหรือเหมือนกันและโดยมากมักบัญญัติกฎหมายไปในทางไม่ให้สัญชาติแก่บุคคลบางประเภทขณะเกิดและบุคคลนั้นๆก็ไม่อาจได้สัญชาติจากรัฐอื่นได้ จึงต้องตกเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

การไร้รัฐไร้สัญชาติก่อให้เกิดผลเสียต่อบุคคลไร้สัญชาติและไม่เป็นสิ่งปรารถนาของรัฐต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถแบ่งสรรบุคคลได้ชัดเจนว่าสังกัดรัฐใด และการใช้อำนาจรัฐเหนือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติใดเลยก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการคุ้มครองทางการฑูตด้วย แนวทางแก้ไขปัญหาบุคคลหลายสัญชาติและบุคคลไร้สัญชาติ จึงต้องอาศัยสนธิสัญญาว่าด้วยการขัดกันทางกฎหมายสัญชาติ Convention on Certain Questions Relating to the Conflict of Nationality Laws ๑๙๓๐

หลักการสำคัญในการแก้ไขเรื่องคนไร้สัญชาติ คือ การหาความผูกพันของบุคคลกับรัฐ ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยสัญชาติเสมอไป แต่อาจนำเรื่องภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่มาใช้ผูกความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับรัฐได้   อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการลดการไร้สัญชาติ[๑๓] (United Nations Convention on the Reduction of Statelessness ๔ December ๑๙๕๔) มีหลักการสำคัญในการลดปัญหาการไร้สัญชาติที่สำคัญ คือ

๑.รัฐต้องให้สัญชาติแก่บุคคลที่เกิดในดินแดนของตนโดยใช้หลักดินแดนขณะเกิดหรือภายหลัง โดยใช้ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่

๒. ถ้าบุคคลเกิดบนเรือหรืออากาศยานให้ถือว่าเกิดในดินแดนของรัฐที่เรือชักธงหรือ

อากาศยานจดทะเบียน

๓.รัฐต้องให้สัญชาติโดยหลักสายโลหิตทางฝ่ายบิดาหรือมารดา แม้มิได้เกิดในดินแดนของรัฐนั้น

๔.กฎหมายภายในรัฐที่บัญญัติเรื่องการเสียสัญชาติเนื่องจากการเปลี่ยนสถานะของบุคคลการเสียสัญชาติต้องมีเงื่อนไขว่าจะเสียสัญชาติเมื่อได้สัญชาติอื่นแล้ว

๕. การสละสัญชาติมีผลต่อเมื่อได้รับสัญชาติอื่นก่อน

๖. การถอนสัญชาติต้องไม่ทำให้บุคคลเป็นคนไร้สัญชาติเว้นแต่เพื่อความมั่นคง

๗.การเปลี่ยนแปลงอธิปไตยเหนือดินแดน รัฐคู่ภาคีต้องมีบทบัญญัติป้องกันมิให้

บุคคลในดินแดนนั้นเป็นคนไร้สัญชาติ

การแก้ไขปัญหาการไร้สัญชาติกระทำได้โดยรัฐตกลงยอมรับหลักการของอนุสนธิ

สัญญาว่าด้วยการลดการไร้สัญชาติบางอย่างและบรรจุไว้ในกฎหมายภายในของตนเพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน

สถานะของคนไร้สัญชาติตามอนุสนธิสัญญาว่าด้วยการลดการไร้สัญชาติมีหลักการ

สำคัญ คือ [๑๔]

๑. คนไร้สัญชาติมีหน้าที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย  มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยในดินแดนของรัฐที่ตนปรากฏอยู่

๒. รัฐต้องไม่ถือความแตกต่างของเชื้อชาติ ศาสนา หรือประเทศที่บุคคลถือกำเนิด

มากีดกัน

๓. รัฐต้องปฏิบัติต่อคนไร้สัญชาติไม่น้อยกว่าการปฏิบัติต่อคนชาติตนด้านเสรีภาพทาง

ศาสนา

๔.สถานภาพทางกฎหมายของคนไร้สัญชาติผูกติดกับรัฐที่ตนมีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่

๕. คนไร้สัญชาติมีสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ ศิลปะ ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่น้อยกว่าการคุ้มครองที่ให้ต่อคนในชาติ

๖. คนไร้สัญชาติมีสิทธิดำเนินคดีในศาลของประเทศที่เป็นภาคีทุกประเทศ

๗. คนไร้สัญชาติมีสิทธิได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าคนต่างด้าวในเงื่อนไขและสภาพอย่าง

เดียวกัน

กล่าวโดยสรุป สัญชาติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่รัฐพึงให้แก่บุคคลเพื่อ

ผูกพันบุคคลให้เข้ามาสังกัดอยู่กับรัฐ ความผูกพันทางสายโลหิต หลักดินแดน และความผูกพันทางภูมิลำเนา ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี เป็นสิ่งที่รัฐอาจนำมากำหนดเพื่อให้สัญชาติแก่บุคคลตามกฎหมายสัญชาติของแต่ละรัฐ การที่รัฐมีอำนาจอธิปไตยจึงมีอำนาจที่จะให้สัญชาติหรือไม่ให้สัญชาติกับบุคคลใดก็ได้ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ ทำให้เกิดปัญหาคนไร้รัฐหรือคนสองสัญชาติ อันเป็นผลมาจากความเหมือนหรือแตกต่างกันของกฎหมายสัญชาติของแต่ละรัฐ ทำให้เกิดปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติหรือความไม่เสมอภาคที่รัฐปฏิบัติต่อบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายกับคนสองสัญชาติหรือหลายสัญชาติ อย่างไรก็ตาม การรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งรัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดที่รัฐสามารถนำมาปฏิเสธการให้สัญชาติแก่บุคคล แม้สัญชาติจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่บุคคลพึงได้รับจากรัฐ แต่ก็เป็นสิทธิของบุคคลที่จะเลือกสังกัดรัฐหรือไม่สังกัดรัฐ แม้จะเป็นบุคคลไร้รัฐก็ยังได้รับการปฏิบัติจากรัฐต่างๆ เทียบเท่ากับคนต่างด้าว ซึ่งแม้คนมีสัญชาติก็ถูกรัฐอื่นปฏิบัติในฐานะเป็นคนต่างด้าวเช่นกัน



* โดย นายชำนาญวิทย์  เตรัตน์ (นบ.,นม.,นบท.,รม.) นิติกร ๘ ว สำนักกฎหมาย สป.

ช่วยราชการสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย

[๑] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๑๕ สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย

ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก

[๒] คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔/๒๔๘๗

[๓] พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕

มาตรา ๗ บุคคลดังต่อไปนี้ ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง

[๔] ชุมพร ปัจจุสานนท์, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เล่ม ,(กรุงเทพฯ:

วิญญูชน, ๒๕๔๖),หน้า ๒๐.

[๕] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๑

[๖]คนไร้สัญชาติ หมายถึง บุคคลซึ่งไม่อาจนับได้ว่าเป็นคนชาติของรัฐใดภายใต้บังคับของกฎหมายของรัฐนั้นๆ

[๗] ชุมพร ปัจจุสานนท์,กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เล่ม ๑, หน้า ๓๑.

[๘] สมพงษ์ ชูมาก, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬา-

ลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๔๘),หน้า ๒๐–๒๑.

[๙] นพนิธิ สุริยะ, สิทธิมนุษยชน, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๓๗), หน้า ๑๒๕.

[๑๐] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๗๓.

[๑๑] ชุมพร ปัจจุสานนท์, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เล่ม ๑,หน้า ๒๔.

[๑๒] สุพจน์ กู้มานะชัย, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๔๖), หน้า ๔๐–๔๑.

[๑๓] ชุมพร ปัจจุสานนท์, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เล่ม ๑, หน้า ๓๙–๔๑.

[๑๔] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๒.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Tags: ,

Leave a Comment

You must be logged in to post a comment.